คอสเพลย์ (Cosplay หรือ Cos’Play)

เป็นการผสมคำภาษาอังกฤษระหว่างคำว่า Costume ซึ่งแปลว่า “เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย” และ Play ที่แปลว่า “การเล่น”
Costume + Play จึงแปลตรง ๆ ว่า การเล่นเสื้อผ้า แต่นิยามที่ให้คำจำกัดความชัดเจนที่สุดคือ “การแต่งกายเลียนแบบ”

– ตัวอย่างการคอสเพลย์จากเรื่อง Panty & Stocking with Garterbelt และ Hellboy –

ในพจนานุกรมของ Oxford ได้ระบุว่า Cosplay หมายถึง
“The practice of dressing up as a character from a film, book, or video game, especially one from the Japanese genres of manga or anime.”
“รูปแบบการแต่งกายเป็นเหมือนกับตัวละครจากภาพยนตร์ หนังสือ หรือ วิดีโอเกม โดยเฉพาะที่มาจากหนังสือการ์ตูนหรืออนิเมประเทศญี่ปุ่น”

มีอีกหนึ่งนิยาม ที่ได้เคยมีคนให้นิยามไว้ว่า Cosplay มาจาก Costume+Roleplay ซึ่งคำว่า Roleplay นี้แปลว่า สวมบทบาท ซึ่งก็จะทำให้นิยามความหมายได้กระชับขึ้น คือ “การแต่งกายสวมบทบาท” แต่ทั้งนี้ Cosplay = Costume + Play ก็ยังถือว่าเป็นนิยามที่ได้รับการยอมรับในทางสากลมากกว่าอยู่ดี

สำหรับการมีการใช้คำว่า Cosplay อย่างชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นเมื่อ Nobuyuki Takahashi (ซึ่งมาจากสตูดิโอ Studio Hard ของญี่ปุ่น) บัญญัติศัพท์คำว่า “Cosplay” ขึ้นมาเพื่อเป็นการย่อคำจากคำศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า Costume Play เมื่อตอนที่แสดงงานเมื่อ ค.ศ. 1983 (พ.ศ.2526) ณ งาน Los Angeles Science Fiction (Worldcon) ซึ่งได้บอกว่าเป็นชุดที่มีในหนังสือนวนิยายวิทยาศาสตร์ของญี่ปุ่น

แม้ว่าคอสเพลย์จะเกี่ยวโยงกับความเป็นญี่ปุ่นค่อนข้างมาก แต่การคอสเพลย์ไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่เรื่องของญี่ปุ่นแต่อย่างใด  การคอสเพลย์ไม่ได้จำกัดเรื่องของเชื้อชาติต้นแบบใด ๆ การแต่งกายเลียนแบบ Superhero หรือตัวละครจากฝั่งตะวันตก เช่น Superman, Batman, Spiderman หรือการแต่งกายเลียนแบบศิลปิน เช่น Elvis ก็จัดได้ว่าเป็นการคอสเพลย์ในรูปแบบหนึ่ง เช่นกัน

คอสเพลย์ในปัจจุบันนั้น นิยามที่ชัดที่สุดคือ “การแต่งกายเลียนแบบ” โดยเป็นการเลียนแบบตัวละคร หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น การ์ตูน เกม วงดนตรี นวนิยาย Visual Kei วงศิลปิน ภาพยนตร์ ฯลฯ เป็นการแสดงออกถึงความรัก ความชอบ ในสิ่งที่ได้เลียนแบบนั้น ๆ ทั้งนี้นอกจากเลียนแบบชุดแต่งกายแล้ว ยังอาจจะรวมไปถึงเลียนแบบกิริยา ท่าทาง บุคลิกและสวมบทบาทของต้นแบบอีกด้วย โดยผู้ที่คอสเพลย์นั้นมักเรียกว่า เลเยอร์ หรือย่อมาจาก Cosplayer นั่นเอง

สำหรับในไทยนั้น มีคอสเพลย์ที่หลากหลายประเภทมาก ที่เป็นที่นิยม อาทิ

• คอสเพลย์การ์ตูน
• คอสเพลย์เกม
• คอสเพลย์ J-Rock
• คอสเพลย์ตามศิลปิน
• คอสเพลย์ตามตัวละครซุปเปอร์ฮี่โร่
• คอสเพลย์ตามนิยาย
• คอสเพลย์ตามภาพยนตร์หรือละคร

แม้จะมีการแบ่งประเภทของคอสเพลย์ แต่ก็เป็นเพียงการแบ่งเพื่อสะดวกในการเรียกหมวดหมู่เท่านั้น โดยแต่ละประเภทนั้นก็จะมีจุดเชื่อมโยงที่สามารถรวมเข้าด้วยกันได้ เช่น Harry Potter ที่แต่ต้นเป็นนวนิยาย ต่อมาก็ได้สร้างเป็นภาพยนตร์และเกม การคอสเพลย์ Harry Potter จึงเป็นการคอสเพลย์ทั้งนิยาย ภาพยนตร์และเกมไปในตัวเลย เป็นต้น

โดยทั้งนี้การแต่งกายเลียนแบบนั้น อาจจะมีทั้ง แต่งกายให้เหมือนทั้งหมด หรือ ดัดแปลงเล็กน้อย เน้นประยุกต์สร้างสรรค์ แต่ยังคงเอกลักษณ์ของตัวที่เลียนแบบนั่น ๆ

องค์ประกอบที่ระบุถึงความเป็นคอสเพลย์

คอสเพลย์นั้น มีองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรม และ นามธรรม ทั้งนี้ ไม่จำเป็นที่จะต้องมีครบก็ได้ เพียงแต่ว่า หากขาดบางอย่างมากไป การคอสเพลย์ตามนิยามที่แท้จริงนั้นก็อาจจะบกพร่องไป

• ชุดคอสเพลย์:
เป็นองค์กระกอบรูปธรรม นั่นคือ เครื่องแต่งกายที่จะแสดงให้เห็นถึงการแต่งกายเลียนแบบ คำว่าชุดคอสเพลย์นั้น ไม่ได้หมายถึง ชุดที่แปลกตา อลังการ แต่หมายถึงชุดที่เหมือนกับต้นแบบ เพราะต้นแบบนั้นไม่ได้มีชุดที่อลังการเสมอไป และยังรวมไปถึงส่วนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ วิก    อุปกรณ์เสริมคอสเพลย์

• ความรักและความชอบ :
เป็นองค์ประกอบนามธรรม เพราะคอสเพลย์แต่ต้นคือ การแสดงออกถึงความรักความชอบต่อตัวละครนั้น ๆ จึงได้แต่งกายเลียนแบบ กล่าวคือ หากมีคนที่ไม่ได้ชอบในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ได้ชุดคอสเพลย์มาใส่ เมื่อพบก็จะเห็นได้ว่าเป็นคอสเพลย์ แต่ก็จะไม่สามารถสวมบทบาท แสดงออกสื่อถึงถึงตัวละครนั้น ๆ ได้ เช่น การ โพสท่า การแสดงกิริยาของตัวละครนั้น ๆ

• ความเหมือน การเลียนแบบและสวมบทบาท :
เป็นนิยามที่เป็นเอกลักษณ์ของคอสเพลย์ นั่นคือ การแต่งกายเลียนแบบ หากไม่มีสิ่งนี้ คอสเพลย์อาจจะไม่ต่างกับการแต่งชุดแฟนซีทั่วไปได้ ทั้งยังรวมไปถึงการเลียนแบบ สวมบทบาท บุคลิก ท่าทาง ของตัวละครอีกด้วย

 

งานคอสเพลย์ครั้งแรกของประเทศไทย

สำหรับจุดเริ่มต้นของคอสเพลย์ในไทยนั้น ต้องแบ่งเป็น 2 แบบนั่นคือ งานแรกที่มีลักษณะของคอสเพลย์ในงาน กับงานแรกที่ใช้คำว่าคอสเพลย์

สำหรับงานแรกที่มีลักษณะคอสเพลย์ในไทยนั้น เท่าที่ระบุได้เก่าที่สุด คือ งาน “งานมหกรรมช่อง 9 การ์ตูน ส่งท้ายปี 2525 รับปีใหม่ปี 2526” ณ บริเวณลานจอดรถของสถานีโทรทัศน์สีช่อง 9 ซึ่งมีการเปิดประกวดแต่งกายตัวการ์ตูน โดยมีเด็ก ๆ ได้เข้าประกวดเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยว่าสมัยนั้น ในประเทศไทยยังไม่ได้มีการนำคำว่า “คอสเพลย์” มาใช้ โดยใช้เพียงแค่ว่า “ประกวดการแต่งกาย”

รูปงานมหกรรมช่อง 9 การ์ตูน ส่งท้ายปี 2555 รับปีใหม่ 2526 โดย PatStudio
คลิกที่รุปเพื่อดูภาพใหญ่

 

สำหรับช่วงเริ่มต้นใช้คำว่าคอสเพลย์นั้น ในช่วงเริ่มต้น การคอสเพลย์ได้แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ “คอสเพลย์การ์ตูน” และ “คอสเพลย์ J-Rock”

งานแรกของคอสเพลย์การ์ตูนนั้นคืองาน ACHO Meeting ครั้งที่ 3 วันที่15 มีนาคม พศ. 2541 โดยกลุ่ม ACHO ซึ่งเป็นกลุ่มการ์ตูนกลุ่มแรกๆของสังคมการ์ตูน

แต่สำหรับทาง J-Rock นั้นยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นงานไหน แต่ด้วยกระแส Cosplay J-Rock นั้น ก็จะต้องมาจากทางดนตรี J-Rock เช่นวง X-Japan, Luna Sea, Dir en grey ฯลฯ ดังนั้นจึงเชื่อว่าคอสเพลย์ J-Rock จึงเริ่มมาจากงานพบปะผู้ที่ชื่นชอบใน J-Rock เหมือนกัน หรือ งานที่มีลักษณะการแสดงวง Cover Band เพลง J-Rock นั่นเอง

  รูปงาน ACHO Meeting ปี พ.ศ.2541 ( ค.ศ.1998) โดย Shunacho
คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่

การเติบโตของคอสเพลย์ในประเทศไทย

กระแสคอสเพลย์ในไทยเริ่มค่อย ๆ ขยายในทีละกลุ่มมากขึ้น เช่น คอสเพลย์จากเกมนั้น ก็มีงานอย่างงานเกมออนไลน์ Ragnarok Online จัดการประกวดคอสเพลย์มาโดยตลอด คอสเพลย์จากการ์ตูน ก็มีงานอย่าง Vibulkij Comics Party, Cartoon & Animation ฯลฯ ในส่วนของทาง J-Rock นั้น ก็มีเหล่าคนผู้จัดจัดงานจำนวนมากขึ้น โดยควบคู่กับการแสดงสด Cover J-Rock

พ.ศ.2547-2548 [2004-2005]
ถือเป็นช่วงปีที่คอสเพลย์เริ่มต้นขยายตัวออกไปในทางวงกว้างอย่างรวดเร็ว เริ่มมีผู้จัดหลากหลายมากยิ่ง รวมไปถึงงานที่คนคอสเพลย์ หรือคนในสังคมจัดกันเองที่เริ่มกลับมาอีกครั้ง เช่น งานการ์ตูนโดจินชิอย่าง Comic Market Thailand หรืองาน Only Event ต่าง ๆ ส่วนในทาง J-Rock นั้นก็นิยมจัดโดยไปเช่นสถานที่อย่างตามผับต่าง ๆ

ต้นปี พ.ศ. 2549 [2006]
ได้มีงาน Manga Mania ซึ่งจัดโดยทางบริษัทค่ายเพลง RS Promotion ซึ่งนับจากจุดนั้น งานคอสเพลย์ก็เริ่มขยายตัวด้วยความรวดเร็ว และกว้างขวาง และยังเป็นปีแรกที่มีการจัดการประกวด World Cosplay Summit เป็น ครั้งแรกเพื่อคัดเลือกคอสเพลย์ไทย ไปแข่งขันระดับนานาชาติที่ประเทศญี่ปุ่นและยังเป็นปีแรกที่รูปแบบงานที่แบ่ง คอสเพลย์การ์ตูน และ คอสเพลย์ J-Rock เริ่มหายไป โดยงานที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด ก็คืองาน J-Trends in Town ซึ่งมีทั้งคอสเพลย์สไตล์การ์ตูน และ J-Rock มาร่วมงานด้วยกันอย่างชัดเจน

พ.ศ.2550 [2007]
นั้นก็ถือเป็นอีกปีที่มีจำนวนงานมากกว่า 50 งานภายในปีเดียว โดยก็มีผู้จัดมากเจ้าขึ้น เช่น Oishi, Hot Wave เป็นต้น เริ่มมีการใช้คำว่า คอสเพลย์ ทั่วไปมากยิ่งขึ้น จึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่คอสเพลย์ขยายออกสู่สังคมภายนอกได้มากขึ้นในระดับหนึ่ง

 

การเติบโตสู่ต่างจังหวัด

งานคอสเพลย์และคอสเพลย์เยอร์ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานครเป็นหลัก แต่เมื่อสังคมคอสเพลย์เริ่มขยายตัวไปนั้น ก็เริ่มมีงานที่จัดที่ต่างจังหวัด ทั้งนี้ มักเกิดจากการรวมตัวกันสร้างสังคมที่รักและชอบในเรื่องเดียวกัน และบางครั้งยังเป็นการรวมกลุ่มกันโดยตั้งเป็นชมรม เช่น

เชียงใหม่
โดยงานแรกๆนั้นเป็นงานการ์ตูนของทาง ชมรมการ์ตูนเชียงใหม่ ซึ่งได้จัดงาน เชียงใหม่การ์ตูนและอนิเมชั่น ซึ่งงานที่คอสเพลย์เริ่มมีบทบาทในงานอย่างชัดเจนงานแรกก็คืองาน Freedom Cartoon & Animation 3 : Chiang Mai วันที่ 27-28 มีนาคม พ.ศ.2547 จัดที่ ศูนย์การค้ากาดสวนแก้ว จ.เชียงใหม่ และหลังจากนั้นก็มีการจัดงานนี้เป็นประจำสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และมีงานอื่น ๆ จากผู้จัดเจ้าอื่น ๆ มากขึ้นรายชื่องานที่จัดในเชียงใหม่ เช่น
– งานการ์ตูนและอนิเมชั่นเชียงใหม่
– งานกาดการ์ตูนเชียงใหม่
– Comic Party (บางครั้ง)
– งาน Sing
– งาน  Maya Cosplay Contest

ตัวอย่างรูปจากงาน Freedom Cartoon & Animaion 3 ณ กาดสวนแก้ว จ.เชียงใหม่
27-28 มีนาคม พ.ศ.2547 (ค.ศ.2004)
– คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่-

ขอนแก่น
มีงานการ์ตูนงานแรกที่ชัดเจนคือ Ota Ota Suki วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2549 โดยชมรมการ์ตูนขอนแก่น จัดที่โรงแรมเจริญธานี ปรินเซส แม้ว่าจำนวนงานจะยังไม่มากเท่าเชียงใหม่ แต่ก็เป็นจังหวัดที่ 3 ที่มีงานคอสเพลย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยปัจจุบันก็มีงานใหม่ ๆ ที่จัดโดยผู้จัดอื่น ๆ เป็นระยะรายชื่องานที่จัดในขอนแก่น เช่น
– Ota Ota Suki
– Gachapon
– C.O.S
– Tukcom Coverdance & Cosplay

นครราชสีมา
ซึ่งก็เคยมีงาน Honda Cover&Cosplay และยังมีงานที่จัดโดยกลุ่มชมรมคอสเพลย์นครราชสีมา หรือ กลุ่ม K-COS รายชื่องานที่จัดในขอนแก่น เช่น
– K-Cos Family

และยังรวมไปถึงจังหวัดต่าง ๆ ที่มีการจัดงาน เช่น ชลบุรี, ระยอง, เลย, อุบลราชธานี, ฯลฯ เพียงแต่ยังไม่ได้จัดเป็นประจำนัก
อย่างไรก็ตาม สังคมคอสเพลย์ยังเป็นสังคมเล็ก ๆ รวมไปถึงว่าแต่ละจังหวัดก็มีองค์ประกอบแตกต่างกันไป อย่างไรเสีย จุดศูนย์กลางของคอสเพลย์ก็ยังเป็นกรุงเทพนั่นเอง

 

ความแตกต่างหรือจุดเด่นของคอสเพลย์

โดยปกติแล้วคนทั่ว ๆ ไปมักจะคุ้นเคยกับคำว่า “ชุดแฟนซี” มากกว่า ซึ่งเมื่อเทียบกับคอสเพลย์แล้ว ก็ต้องถือว่ามีส่วนที่คล้ายกันอยู่บ้าง แต่ในคอสเพลย์เองนั้นมีจุดเด่นที่ทำให้แยกออกมาจากแฟนซีอย่างชัดเจน ดังที่จะเปรียบเทียบดังนี้

 

ความสวยงาม ความสร้างสรร ความแปลกตา การเลียนแบบต้นแบบ
แฟชั่น มี มี ไม่จำเป็น(คือมีก็ได้ ไม่มีก็ได้) ไม่จำเป็น
แฟนซี มี มี มี ไม่จำเป็น
คอสเพลย์ มี มี มี มี

 

จะเห็นได้ว่า การแต่งกายเลียนแบบ ถือเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญมากในการแยกคอสเพลย์ออกจากการแต่งชุดแฟนซี แต่อย่างไรก็ดี เนื่องจากไม่มีการบัญญัตินิยามคำว่าคอสเพลย์อย่างชัดเจน จึงยังมีการถกเถียงอยู่ในหลาย ๆ ประเด็น และประเด็น
ที่เกี่ยวข้องกับหัวเรื่องนี้ก็คือ คอสเพลย์ออริจินอล นั่นเอง

 

ขั้นตอนการคอสเพลย์

สำหรับลักษณะการคอสเพลย์ของไทยนั้น มีทั้งในส่วนของการไปซื้อผ้า และ ตัดชุด, การว่าจ้างตัดชุด, การพรีออเดอร์ชุดคอสเพลย์, มีคนคอสเพลย์หลาย ๆ คนที่สามารถตัดชุดเองได้อีกด้วยดู ขั้นตอนการคอสเพลย์

See Also

Cosplayer
* Event

 

External links

1.Shunacho, “คอสเพลย์ครั้งแรกในประเทศไทย”
2.Patstudio, “ประมวลภาพการประกวดCOSPLAYครั้งแรกในประเทศไทย!!!”
3.TACES, “บันทึกงานคอสเพลย์”